2006/Mar/05

นานแล้ว ที่ไม่ได้อ่านหนังสือจบในเวลาที่ค่อนข้างต่อเนื่อง
"ตำนานรักกระโจมแดง" หรือ "The Red Tent" มีพลังมากพอที่จะทำให้เราหยิบขึ้นมาอ่านทันทีเมื่อมีโอกาส เรื่องราวที่ดูราวกับเป็นเรื่องจริงแห่งประวัติศาสตร์ มีพลังอย่างมากจนทำให้บ่อยครั้ง เราอดที่จะสะอื้นอยู่ในลำคอ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ ในบางคราวไม่ได้ โดยเฉพาะความสวยงามของบทสุดท้าย
"ข้าไม่รู้สึกอะไร นอกจากความตื่นเต้นที่ความตายหยิบยื่นให้ข้า ในนาทีก่อนที่ข้าจะก้าวข้ามพ้นไป ข้ารู้ว่าภิกษุและผู้วิเศษล้วนโง่เขลา และหลอกลวงนัก เมื่อสัญญาว่าจะยืดอายุความงามของชีวิตหลังความตายให้เราได้ ความตายหาใช่ศัตรูไม่ แต่เป็นรากฐานของความรู้คุณ ความเห็นใจ และศิลปะ ในบรรดาความสุขในชีวิต มีเพียงความรักเท่านั้นที่ไม่ติดค้างหนี้บุญคุณความตาย"
"ในอียิปต์ ข้ารักกลิ่นดอกบัว ดอกไม้ที่บานในสระยามฟ้าสาง ฟุ้งกลิ่นทั่วสวนและทรงพลังจนเหมือนกระทั่งว่าปลาและเป็ดจะสำลักจนเป็นลมไป ในราตรีดอกบัวจะเหี่ยวเฉา แต่กลิ่นหอมยังคงอยู่ กลิ่นจะจางลงเรื่อยๆ แต่ไม่เคยดับสูญ แม้หลายวันต่อมาดอกบัวก็ยังอยู่ในสวน เดือนจะผ่านไป และผึ้งจะเฉียดใกล้ตำแหน่งที่ดอกบัวเคยบาน และปลดปล่อยกลิ่นออกมาอีกครั้ง แม้จะจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้"
"อียิปต์รักดอกบัวเพราะไม่เคยตาย บุคคลผู้เป็นที่รักก็เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ไร้ความโดดเด่น เช่น ชื่อคนที่มีสองพยางค์ พยางค์หนึ่งออกเสียงสูง พยางค์หนึ่งทอดเสียงอ่อนหวาน ก็จะเรียกรอยยิ้ม น้ำตาจำนวนไม่ถ้วน เสียงถอนใจ และความฝันของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งได้"
การเดินทางหนึ่งช่วงชีวิตของดีนาร์ พาเราผ่านวัยเด็กของหญิงชาวเคนัน ที่อาศัยในกระโจม และเป็นชุมชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ในอดีตเมื่อหลายพันปีมาแล้ว The Red Tent เป็นสัญลักษณ์ของเลือด ของความเป็นผู้หญิง ของเพศแม่ ที่ให้กำเนิดทารก ของความรักและชีวิต
วัยเด็กของดีนาร์เติบโตมาพร้อมกับแม่ทั้ง 4 คน ที่ดูแลเพศหญิงและให้การอบรมเป็นอย่างดี ทุกเดือนใหม่ เมื่อมีรอบเดือนหญิงสาวจะเข้ากระโจมร่วมกัน ไม่ต้องทำงานหนัก ร่างกายได้พักผ่อน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นแม่คนที่แข็งแรง ชีวิตที่วิ่งเล่นในขบวนคาราวาน การย้ายถิ่นฐานจากชุมชนของตาใจร้าย การเดินทางไปเยี่ยมย่าซึ่งราวกับเป็นผู้วิเศษ เรื่องราวความโกรธเคีองระหว่างลุงกับพ่อ และบรรยากาศการให้อภัย การเปรียบเทียบญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย และความร่ำรวยจากจำนวนแกะ คือเรื่องราวที่มีสีสัน
แต่กระนั้นความรักอันร้อนแรง และการจากไปของชายคนรัก รวมถึงชะตาชีวิตหลากหลายที่ตามมา การต้องปกปิดชื่อตัวเอง โดยใช้ฉายาว่า "เดนเนอร์ หมอตำแย" การต้องปกปิดเรื่องชาติตระกูลของลูกชาย เพื่อให้เขากลายเป็นเจ้าชายอียิปต์ผู้ทรงเกียรติและรุ่งเรืองอยู่ริมลำน้ำในเวลาต่อมาหลายชั่วอายุคน ความรักความโหยหาที่มีต่อลูกชาย ชวนให้หนังสือเล่มนี้วางไม่ลง
หลายครั้งที่ต้องสะอึก กับโชคชะตาของตัวละครหลายตัว และสยดสยองกับหน้าที่ของความเป็นเพศแม่ที่ให้กำเนิดทารกแต่กระนั้น หัวใจก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก จากเลือดเนื้อ และความมีชีวิตของผู้คน ความรักของแม่ สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีพลัง หมดจด และกระจ่าง
ฉันได้สัมผัสความรัก ทั้งในรูปแบบพี่น้อง สามี-ภรรยา หนุ่ม-สาว มิตรสหาย และเหนืออื่นใด แม่-ลูก จากนวนิยายเล่มนี้
Anita Diamant ถ่ายทอดเรื่องราวในคัมภีร์ออกมาได้ราวกับเธอคือดีนาร์เสียเอง และด้วยสำนวนการแปลของงามพรรณ เวชชาชีวะ The Red Tent จึงเป็นนวนิยายที่สดกระจ่าง มีพลัง และมีชีวิตชีวาที่สุด
อะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่า เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นธรรมดาของมวลมนุษย์

2006/Feb/19

เมื่อคืนไปดูงาน Bangkok 100 Rock Concert มา กว่า Oasis จะยอมร้องเพลงเอกที่เราคุ้นหู ก็ปาเข้าไปเกือบจะจบคอนเสิร์ต

Oasis วันนี้ กลายเป็นร็อคคลาสสิคขึ้นแท่นก็ว่าได้ ฝีไม้ลายมือสไตล์ร็อคอังกฤษ ไม่เน้นความโฉ่งฉ่างบ้าคลั่ง แต่เน้นเนื้อหาที่มีแง่คิด ดูเป็นผู้ดีอังกฤษมีปรัชญา พวกเขาเป็นวงร็อคที่ยืนหยัดผ่านกระแส Brit Pop ในอังกฤษ อย่าได้แปลกใจหากฟังเพลงของพวกเขา หรือดูรูปร่างหน้าตา แล้วจะนึกถึง The Beatle อยู่บ้าง เพราะนั่นคือหนึ่งวงที่เป็นพวกเขาได้รับอิทธิพลมา นอกเหนือไปจาก Slade, The Stone Roses, Smith, The Kinks และ T.Rex

ถึงวันนี้เขามีผลงานมาแล้ว 7 อัลบั้ม โดยอัลบั้มที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับพวกเขาคือ Be Here Now ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ 3 ในปี 1997 ติดอันดับหนึ่งชาร์ตอังกฤษ และเป็นอัลบั้มที่ขายเร็วที่สุด วันแรกก็ขายไปได้เกือบ 5 แสนแผ่นแล้ว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจุใจได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Oasis_(band)

และเว็บของพวกเขา http://www.oasisinet.com/site.php

วันนี้เอาเนื้อเพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งมาให้ดู ถ้าอยากฟังเพลงลองคลิกเข้าไปที่ http://www.danceage.com/media/349-Oasis.phpมีให้ลองฟังเกือบทุกอัลบั้มพร้อมเนื้อเพลงด้วย

Don't Look Back in Anger

Slip inside the eye of your mind
Don't you know you might find
A better place to play
You said that you'd once never been
All the things that you've seen
Will slowly fade away

So I start the revolution from my bed
Cos you said the brains I have went to my head
Step outside the summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
You ain't ever gonna burn my heart out

So Sally can wait, she knows its too late as we're walking on by
Her soul slides away, but don't look back in anger I hear you say

Take me to the place where you go
Where nobody knows if it's night or day
Please don't put your life in the hands
Of a Rock n Roll band
Who'll throw it all away

So I start the revolution from my bed
Cos you said the brains I have went to my head
Step outside the summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
You ain't ever gonna burn my heart out

So Sally can wait, she knows its too late as we're walking on by
Her soul slides away, but don't look back in anger I hear you say


Don't look back in anger
Don't look back in anger
Don't look back in anger
At least not today


edit @ 2006/02/19 16:05:14

2006/Feb/12

เมื่อวานฉันได้มีโอกาสแวะเวียนไปแถวๆ ร.พ.เปาโล เหลือบไปเห็นร้านข้าวมันไก่ร้านหนึ่ง มีป้ายโฆษณาประกาศเกียรติคุณความอร่อยจากหลายสถาบัน โดยเฉพาะชาวช่อง 5 นั้นนิยมมากินกันมาก

มีคนเคยบอกว่า "จะกินทั้งที ต้องกินให้อร่อย" ฉันก็เลยต้องเข้าไปลิ้มลองสรรพคุณเสียหน่อย ร้านดังกล่าวชื่อว่ามงคลวัฒนา อยู่ตรงเวิ้งโรงหนังมงคลรามา เชิงสะพานรถไฟฟ้า BTS สถานีสะพานควาย

ตอนเข้าไปก็บ่ายกว่าๆ แล้วนะ แต่ผู้คนก็เข้ามากันอย่างไม่ขาดสาย เราเดินเข้าไปข้างในสุดได้โต๊ะตัวสุดท้าย จานชามที่ลูกค้าซึ่งเพิ่งลุกไปก็อิเหละเขละขละ รอไปเถอะกว่าพนักงานจะมาเก็บ โต๊ะไม่ห่างจากเรามากัน 3 คนก็รอเงก จนแทบจะตัดใจจ่ายค่าน้ำเปล่า โต๊ะข้างหน้าเราสั่งข้าวมันกับต้มยำไก่ ข้าวมันก็มารอจนจืดชืด ต้มยำไก่ก็ยังไม่มา ฉันเดินไปสั่งข้าวมันไก่ผสม คือมันไก่ธรรมดา และมันไก่ทอดในจานเดียวกัน แล้วกลับมานั่งนับ 1 ถึง 10 ในใจ

เวลาผ่านไปหลายนาที แม่ง...โต๊ะก็ไม่รู้จักมาเคลียร์ ข้าวมันที่สั่งไว้ก็หายจ้อย ฉันเดินไปย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่ต้องการอย่างหัวเสีย กลับมานั่งที่โต๊ะสักพักใหญ่ ฉันขยับนาฬิกาดูอีกครั้ง กะว่าเดี๋ยวเถอะพอพนักงานยกมา เดี๋ยวกูจะลุกแม่งให้สับไก่เก้อซะเลย เซ็งความช้าจริงๆ

แต่เมื่อข้าวมันไก่ผสมยกมาเท่านั้นแหละ ฉันก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อก ความคิดนั้นมลายหายไปสิ้น น้ำซุปร้อนๆ มีควันขึ้นส่งกลิ่นหอม ข้าวมันนุ่มหอม เค็มได้ที่แสนอร่อยเมื่ออยู่ในปาก ไก่นุ่มๆ ที่ต้มกำลังดีเมื่อโดนน้ำจิ้มข้าวมันไก่เข้าไปก็...อืมมม...หย่อยอย่าให้เซด

เพียงเวลาไม่กี่นาที ฉันกวาดข้าวเกลี้ยงจาน แทบไม่เหลือหลักฐานสักเม็ดพลางกวาดตามองป้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมึกแดง เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ป้ายอะไรที่เขาประกาศเกียรติคุณร้านเด็ด ร้านนี้มีหมด...คงบอกไม่ได้หรอกนะว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย แต่สำหรับฉันแล้ว ประโยคที่ว่า "จะกินทั้งทีต้องกินให้อร่อย" คงต้องขอพ่วงท้ายว่า "ถ้าจะกินให้อร่อย ก็ต้องทำใจรอหน่อยก็แล้วกัน"

ก็อย่างว่านะ....ยกให้เขาคน...รอแล้วก็ไม่ผิดหวังหรอก


edit @ 2006/02/12 23:51:17
edit @ 2006/02/12 23:53:05